HOME

เรียนผู้ดูแลเว็บไซด์  และท่านบรรณาธิการ

จาก  อ.ปั้น

เรื่องบทความการเพิ่มพัฒนาเด็ก

 

                ผม อ.ปั้น   เปิดสถาบันเพิ่มพัฒนาการเด็ก ( www.tutorchula.com/special-child.htm)   โดยสอนเด็กพิเศษต่างๆ  รวมทั้งเด็กปกติ    ซึ่งตลอดที่ผ่านมามีผู้ปกครองเข้ามาปรึกษา  หรือส่งจดหมายมาถาม  เรื่องการเพิ่มพัฒนาการเด็กในประเด็นต่างๆ  ซึ่งผมได้รวบรวมคำถามที่น่าสนใจ   ส่งไปยังนิตยสาร  สิ่งพิมพ์ หรือ เว็บไซด์  ต่างๆตลอดมา  เพื่อประโยชน์ของพ่อแม่ผู้ปกครองทุกท่าน      ถ้าท่านสนใจบทความของผมสามารถนำไปลงในนิตยสาร  สิ่งพิมพ์ หรือ เว็บไซด์  ของท่านได้ทันที    ไม่มีค่าลิขสิทธิ์ใดๆทั้งสิ้น   (แต่ห้ามแก้ไขบทความใดๆทั้งสิ้น  ก่อนขออนุญาติจากผม)

 

อ.ปั้น  สถาบันเพิ่มพัฒนาการเด็ก

www.tutorchula.com/special-child.htm

Email ; paputking@yahoo.com

อ.ปั้น โทร  089-169-0911    ผู้ช่วย อ.ปั้น 086-332-9288

 

16/8/2553

บทความ  หน้าต่างของจิตใจเด็ก

 

มีคุณแม่ท่านหนึ่งลูกรียนอยู่โรงเรียนเอกชนชื่อดัง    ลูกอยู่ ป.5  อาจารย์ที่โรงเรียนแจ้งคุณแม่ว่าลูกมีอาการทางจิตเพราะเด็กชอบโวยวายใส่เพื่อนๆ  มีอารมณ์โกรธและหงุดหงิดง่ายกับเพื่อน  ให้คุณแม่ลองพาไปหาจิตแพทย์  คุณแม่เด็กก็ลองหาจิตแพทย์แต่เจอข้อมูลเกี่ยวกับผม  เลยมาพบผมก่อน(ผมไม่ใช่จิตแพทย์  แต่เป็นครูที่ดูแลเด็กพิเศษต่างๆ)   เมื่อผมคุยกับเด็ก  ถามเด็กหลายอย่างก็เห็นว่าแกมีเพื่อนในโรงเรียนน้อยลงเรื่อยๆ  แต่เพื่อนแถวบ้านกลับมีมากขึ้น  และตัวเด็กเองก็ไม่อยากไปโรงเรียนด้วย     

                    หลังจากนั้นผมก็บอกคุณแม่ว่าให้แกมานั่งเรียนกับผม 2-3 สัปดาห์   ผมจะลองดูว่ามันเกิดอะไรขึ้น  เพราะการเข้าถึงจิตใจผู้อื่น  คนๆนั้นต้องรู้สึกว่าไว้ใจคนที่พูดด้วยและรู้สึกผ่อนคลาย  หลังจากเด็กมาเรียนวันแรก  ผมก็ให้เด็กเขียนชื่อเพื่อนที่เด็กชอบมากที่สุด 3 คน   กับเพื่อนที่เด็กเกลียดมากที่สุด 3 คน  พร้อมเหตุผลสั้นๆ  เด็กเขียนชื่อเพื่อนที่เกลียดมาที่สุดมาเพียง 2 คน  พร้อมเหตุผลว่าเพื่อนคนแรกที่เกลียดมากที่สุด แดง (ชื่อสมมุติ)  ชอบแกล้งเขา  ผมก็เลยพูดคุยกับเด็ก  เด็กบอกว่าแดงชอบตบหัวเขา  ผมถามว่าแดงตบหัวเรา แล้วเราทำอย่างไร  เด็กบอกว่าเขาพยายามสู้ตอนแรกๆ  แต่เขาสู้ไม่ได้โดนถีบ โดนเตะตลอด  เพราะแดงตัวใหญ่กว่าเขา 2 เท่า    ทุกวันนี้ก็เลยไม่สู้พยายามหลบหน้าไม่เจอแดง  แต่ก็ถูกตบหัวบ่อยๆ     ผมก็ถามว่าแล้วไม่แจ้งครูละ  เด็กบอกผมเป็นผู้ชาย  ไปฟ้องครูเพื่อนก็ดูเหมือนเด็กขี้แย   ผมก็ถามว่าแล้วเล่าให้แม่ฟังไหม  เด็กบอกว่าเล่าบ้างนิดหน่อยว่าทะเลาะกับเพื่อน   แต่แม่ไม่สนใจ  แม่บอกว่าเล่นกันก็ต้องมีแรงกันบ้าง  ผมถามว่าอยากไปโรงเรียนไหม   เด็กบอกไม่อยากไปเลย   ผมถามแล้วกับเพื่อนคนอื่นๆละ   ผมก็ไม่ยอม  เพราะผมโดนแดงมาเยอะแล้ว  ทำไมผมต้องยอมคนอื่นๆ

                         ผมลองพูดคุยปัญหาของเด็กให้แม่เด็กฟัง  แม่บอก ผมว่าเด็กก็มีเล่นแรงกันไปบ้างไม่ใช่เรื่องใหญ่  ผมบอกคุณแม่ว่า  การวัดความรู้สึกว่าสิ่งที่ถูกกระทำแรงหรือเบาให้วัดจากผู้ถูกกระทำเป็นหลัก  เราต้องผ่านหน้าต่างของผู้ถูกกระทำ  ไม่ใช่ผ่านหน้าต่างของเรา   ผมพูดให้แม่เขาฟังแล้วก็บอกว่า  ต่อไปนี้คุณแม่ช่วยลองถามว่าเพื่อนยังตีเขาอยู่อีกไหม  ถ้ายังตีอยู่คุณแม่ต้องคุยกับอาจารย์ที่โรงเรียนเพื่อไม่ให้เด็กถูกเพื่อนตีอีก    ส่วนเรื่องที่เด็กชอบโวยวายใส่เพื่อน  มีอารมณ์โกรธและหงุดหงิดง่ายกับเพื่อน  ก็เพราะเด็กถูกเพื่อนแกล้งแล้วสู้ไม่ได้ก็เลยไปลงกับเพื่อนที่เขาสู้ได้   เหมือนลูกโป่งเมื่อเราบีบลูกโป่งข้างหนึ่ง ลูกโป่งมันก็บวมออกอีกข้างหนึ่ง  

                        ต่อมาคุณแม่ก็ได้ไปพูดกับอาจารย์ที่โรงเรียน  ทำให้ปัญหาเพื่อนรังแกเด็กหายไป   ซึ่งสภาพจิตใจเด็กดีขึ้น   ส่วนอารมณ์โกรธและหงุดหงิดง่าย  อาการโวยวายลดลง  แต่ยังมีอยู่   ซึ่งหลังจากนั้นก็เป็นช่วงที่เราต้องปรับสภาพจิตใจและพฤติกรรมเด็ก  ให้เด็กอารมณ์โกรธและหงุดหงิดง่ายและการโวยวายให้ลดลง   โดยเราก็ใช้วิธีทางจิตวิทยาและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอยู่ประมาณ 2 เดือน เด็กก็เป็นปกติ   เด้กรู้สึกอยากไปโรงเรียนมากขึ้น  มีเพื่อนที่โรงเรียนมากขึ้น

 

         กรณีของเด็กคนนี้  บอกให้เรารู้ว่า   ถ้าลูกเรามีอาการผิดปกติ  อย่างชัดเจน ต้องถามลูกและพยายามเข้าใจปัญหาของลูกผ่านหน้าต่างและอารมณ์ ความรู้สึกของลูก  เราจึงเข้าใจปัญหาของลูกเราอย่างแท้จริง  ไม่ใช่มองผ่านหน้าต่างของเราเพียงอย่างเดียว